ประชาสัมพันธ์

มานุษยวิทยา จีนศึกษา กับการก้าวไปข้างหน้าของสังคม


ประกาศ ณ วันที่ 14/02/2020 -- 14:58 น.

‘มังกรหลากสี’ ผลงานวิจัยว่าด้วยการขยายอิทธิพลและพันธกิจเผยแพร่อารยธรรมจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความพยายามที่จะ ‘รู้เขารู้เรา’ แม้จะไม่ใช่เพื่อไปออกรบตามเจตจำนงของตำราพิชัยสงคราม หากเพื่อทำความเข้าใจทั้งความเป็นมาในความยิ่งใหญ่ยาวนานของอารยธรรมจีน การเติบโตก้าวกระโดดในปัจจุบัน และความแน่วแน่ต่อยุทธศาสตร์สู่เป้าหมายในอนาคต เพื่อที่จะรับมือกับจีนได้ด้วยความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่อคติที่ฟังกันมาว่าจีนเป็นอย่างไร เพราะมังกรหลากสีนี้ไม่ได้มีสีเดียว หากเปลี่ยนแปลงปรับตัวตลอดเวลา

‘ศาสตราจารย์ ดร.ยศ สันตสมบัติ’ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้คร่ำหวอดในวงการงานพัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านอุษาคเนย์ มีหนังสือออกมามากมาย เช่น แม่น้ำแห่งชีวิต, ชนชายแดนกับการก้าวข้ามพรมแดน, คน พรมแดน รัฐชาติ ฯลฯ ได้ศึกษาประเทศจีนกว่าสิบปีที่ผ่านมา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกย่างก้าวของมังกรหลากสีตัวนี้ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ นโยบายของผู้คนในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยสำคัญ คำถามคือแล้วเรารู้จักจีนมากพอหรือยังที่จะทั้งรับมือด้วยความเข้าใจ หรือจะต่อสู้อย่างไร้กระบวนท่าต่อไปด้วยความไม่รู้ ไม่สนใจ ปล่อยให้จีนเป็นไปอย่างที่เป็น


มานุษยวิทยา ความพยายามทำความเข้าใจการเข้ามาของจีน...

ตอนนี้กำลังทำเรื่องจีนข้ามชาติ พยายามอธิบายว่าจีนเข้ามาทำไม เราควรจะทำความเข้าใจเขาอย่างไร เราควรจะปรับตัวเพื่อรับมือกับเขาอย่างไร เพราะว่าเราหยุดจีนไม่ได้ เพราะฉะนั้น วิธีที่เราจะรับมือกับเขาก็คือต้องรู้จักเขา เลยต้องไปทำความรู้จักกับเขาว่าเขาเป็นใคร ต้องการอะไร มีวิธีคิดอย่างไร
ความเป็นจีนหลากหลายมากกว่าที่เราคิด เราเคยคิดว่าจีนมาลงทุนแสวงหากำไร ซึ่งก็ถูก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีคนอีกหลายประเภทที่เราไม่รู้จัก มีที่หนีสภาพแวดล้อมที่แย่ของจีนมา ทั้งที่ตอนนี้สภาพแวดล้อมเขาอาจดีกว่าเราด้วยซ้ำไปในบางพื้นที่ หรือหนีการเมืองมา ไปจนพวกอยากจะมาใช้ชีวิตบั้นปลายก็มี แม่ที่เอาลูกมาเลี้ยงก็มี คนจีนเขามองอนาคตและเขาวางแผนล่วงหน้า เขามีลูกแล้วเขาวางแผนเลย จะให้ลูกเรียนอะไร เรียนที่ไหน จะได้หรือเปล่านั้นอีกเรื่อง แต่ว่าเขาวางแผน เพราะฉะนั้นเราจะเจอว่าในบรรดาจีนข้ามชาติรุ่นใหม่ มีแม่ลูกอ่อนเยอะมากที่มาอยู่เมืองไทยเพราะว่ามาดูแลลูก มันก็ตอกย้ำว่าครอบครัวมีความสำคัในวิถีชีวิตคนจีน บางคนไม่ใช่คนรวยอะไร แต่เขามาไทยเพราะว่าโรงเรียนอินเตอร์ในจีนมันแพง แต่ถ้ามาเชียงใหม่ ค่าใช้จ่ายเหลือครึ่งหนึ่ง และการแข่งขันน้อยลง เด็กกดดันน้อยลง
มันมีหลายเหตุผล มนุษย์นั้นซับซ้อน มันเลยยากจะอธิบายความซับซ้อนนี้โดยเฉพาะกับคนไทย เพราะคนไทยไม่ชอบคิดซับซ้อน อาจมีบางกลุ่มที่คิด แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนใหญ่นั้นไม่ซับซ้อนเลย พอจะหาทางแก้ไข เขาก็จะบอกว่าเอาข้อสรุปมา ซึ่งงานวิจัยทางมานุษยวิทยามันพังเพราะแบบนี้ เพราะเขามัวแต่ถามว่าค้นพบอะไร ผมก็จะบอกว่ามันค้นพบเยอะ แต่คุณต้องนั่งฟัง มันไม่มีข้อสรุป ข้อค้นพบที่ตายตัว มนุษย์มันก็เป็นมนุษย์ แต่คำถามที่ผมถามคือว่า จะอยู่ร่วมกับเขาอย่างไร
นั่นคือเบื้องหลังที่ต้องการจะค้นหา เพราะอย่างไรเราก็ต้องอยู่กับเขา แต่เราจะอยู่กับเขาอย่างไร จะให้เขารักบ้านเราได้ไหม ให้เขาเกิดความผูกพันกับเราแบบไหน เราควรมีนโยบายอย่างไร ถ้าไม่รู้จักเขาดีพอ มันทำไม่ได้

ผลผลิตวัฒนธรรมจีน แนวคิดชาตินิยม เพื่อความอยู่รอดในต่างแดน...

คนจีนหลายคนบอกว่าเชียงใหม่น่าอยู่ที่สุดในโลก ใครด่าเชียงใหม่นี่เถียงแทน ตอนเรื่องหมอกควัน เขาก็ยังบอกว่าเชียงใหม่ยังน่าอยู่ โดยเฉพาะคนจีนที่มาแล้วมีเพื่อนเยอะ เขาชอบผู้คนที่เขาอยู่ร่วมด้วย มันมีความผูกพัน ตรงนี้แหละที่เราอยากหาว่าจะสร้างความผูกพันอย่างไร จะให้เขาเปลี่ยนกลายเป็นคนไทย เดี๋ยวนี้มันไม่มีทาง เพราะจีนเดี๋ยวนี้เขามาพร้อมกับเงิน มาพร้อมการศึกษา การถูกหล่อหลอมวิธีคิดเกี่ยวกับชาตินิยมจีนใหม่ ทำให้เขาเป็นคนรักชาติมากกว่าคนอื่นๆ จะบอกให้เขาเลิกรักชาตินั้นยาก คำถามคือจะให้เขารักที่อื่นด้วยได้ไหม ให้สร้างประโยชน์ให้ที่อื่นด้วยได้ไหม

เขาไม่ได้ต้องการจะมาแค่กอบโกย เขาต้องการจะทำอะไรให้สังคมที่นี่ด้วย เขามีวัฒนธรรมการตอบแทนสังคมอยู่ดั้งเดิม จะเห็นว่าสมาคมจีนในไทยทำอะไรได้เยอะมากที่รัฐทำไม่ได้ เก็บศพบนถนน ป่อเต็กตึ๊ง นี่คือผลผลิตของวัฒนธรรมจีน เอกชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม อันนี้เป็นวัฒนธรรมที่ไทยไม่เคยเรียนรู้ด้วยซ้ำไป เราเห็นมานานแล้ว แต่เราไม่เห็นเคยทำตาม

มันเป็นเรื่องของคนที่อพยพมา ที่จำเป็นต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ในเอเชียอาคเนย์ จะเห็นว่าสมาคมจีนเข้มแข็งมาก เพราะเขาต้องต่อสู้กับรัฐที่รังแกเขาโดยตลอด อย่างไทยเราก็เคยปิดโรงเรียนจีน หนังสือพิมพ์จีน นี่ก็เป็นวิธีที่รัฐไปรังแกเขา เพราะช่วงหนึ่งรัฐมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิสต์ที่มาแล้วส่งเงินกลับบ้าน แต่คนอีสานก็ส่งเงินกลับบ้าน ไม่มีมนุษย์ที่ไหนหรอกไม่ส่งเงินกลับบ้าน แต่รัฐรังแกเขา เขาก็ต้องหาทางปกป้องตนเอง จะเห็นว่าสมาคมจีนเข้าราชสำนักตลอด เยาวราชนี่ครึ่งหนึ่งเป็นรูปในหลวง ไม่ใช่รูปคนจีนเลย เพราะนี่คือผู้อุปถัมภ์ของเขา นี่คือความจำเป็น

ในวันที่จีนข้ามชาติไม่หงอ ไม่ร้องขอความช่วยเหลืออีกต่อไป...

เขาไม่จำเป็นต้องกลัวรัฐรังแก เพราะเขามีลูกพี่จีนที่เข้มแข็งมาก ยืนปกป้องเขาอยู่ ใครจะรังแกจีนไม่ได้ จำหน่อคำได้ไหม จีนมาล่าเลยนะ เอาไปประหารเลย นี่คือการส่งสัญญาณว่าอย่ารังแกคนของเขา ตอนนี้เขาไม่ต้องยอมสยบให้กับรัฐไทย ถ้าเกิดการไม่ใส่ใจ เช่น คนจีนในภูเก็ตไปด่าว่าคนจีนเลว ฝ่าฝืนกฎหมาย แป๊บเดียวรู้เลยว่าคุณด่าเขาแบบนั้นไม่ได้ มันก็เป็นความไม่รู้ของผู้นำเรานี่แหละ ไม่ได้เป็นนักการเมือง การทูต แต่ต้องมาบริหารประเทศ
ตอนนี้คุณรังแกเขาไม่ได้ เขาสู้ เขามีการศึกษาด้วย จีนที่ออกจากประเทศส่วนใหญ่จบปริญญาตรี แล้วมหาวิทยาลัยในจีนดีกว่ามหาวิทยาลัยในบ้านเรา เพราะว่ามันแข่งขันกันสูง เพราะว่าคนเขามีคุณภาพ ใช้เทคโนโลยีเป็น มองหาลู่ทางในการทำการค้าตลอดเวลา ความเข้มแข็งของจีนคือเขาพร้อมจะเป็นผู้ประกอบการ เขาไม่ได้สอนให้คนเรียนไปเป็นลูกจ้างแบบบ้านเรา คนเขามาถึงก็จะมองว่าทำมาหากินอะไรได้บ้าง สายตาเขาสอดส่ายหาวิธีการทำมาหากินตลอดเวลา เด็กจีนมาบ้านเรามาขายคอนโดฯ เป็นหลัก เรียนเป็นเรื่องรอง หาเงินส่งเสียตัวเอง ทำงานทุกอย่าง เด็กไทยไม่ทำ อันนี้เป็นลักษณะที่แตกต่างกัน

รู้จัก เข้าใจ วิพากษ์ เพื่อเรียนรู้...

ก่อนอื่นเลยเราต้องรู้จักเขา ถามว่าเรารู้จักจีนแค่ไหน คำตอบคือน้อยมาก ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจีนนะ ผมเป็นนักมานุษยวิทยา แต่มันไม่มีคนทำมิตินี้ ที่ทำเพราะไม่มีคนทำ ผมเกษียณแล้วยังต้องอ่านหนังสืออยู่ทุกวันเพื่อทำความเข้าใจ แล้วมันหยุดไม่ได้ บางเรื่องเราก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์เขา อย่างเราทำวิจัยเรื่องกล้วยหอมในลาว แล้วมันเห็นเลยว่าคนของเขามาทำลายสภาพแวดล้อมแถบบ้านเรา แบบนี้ก็ยอมไม่ได้ รัฐบาลก็ระงับ แต่ตอนนี้ก็เข้ามาไทยแล้วก็มีบริษัทใหญ่สนับสนุนการปลูกกล้วยจีน ผมว่าแบบนี้คือการทำงานแบบไม่รู้ข้อมูลจริงว่าในพื้นที่เป็นอย่างไร แล้วมองเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องความกินดีอยู่ดีของคน สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรไม่รู้ อันนี้เป็นประเด็นว่าทำไมพาราควอตจึงอยู่ยาว ที่อื่นหยุดใช้ไปนานแล้ว เรายังใช้ แต่ชอบว่าจีน ถามว่ามาจากจีนสะอาดไหม สารเคมีเยอะไหม คนจีนสะอาดกว่าเราเยอะ คนจีนนี่ระวังไทย ไม่ใช่ไทยระวังจีน เขากลัวไทยมาก แทนที่เราจะกลัวเขา คือคนไทยไม่ใช้ความรู้ แล้วดัดจริตชอบไปว่าเขา แทนที่คุณจะมองด้านบวก เรียนรู้จากเขา กลับไปว่าเขาเพื่อความสะใจ แต่ไม่เรียนรู้ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก เรามัวแต่วุ่นอยู่กับอคติ มัวแต่ไปจับผิดเขา

ยุทธศาสตร์แข็งแกร่งทั้งในและนอก...

ในช่วงเริ่มต้นคนที่นินทาว่าร้ายจีนมากที่สุดคือลูกจีนบ้านเราที่ไม่ค่อยยอมรับ เหมือนพยายามจะปฏิเสธความเป็นจีนในตัวเอง เลยเอาสิ่งนั้นไปด่า แต่ตอนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว เพราะรู้แล้วว่าคบกับจีนแล้วรวย เห็นว่าเจ้าสัวไปกอดจีน ชวนลงทุนต่างๆ
ที่ทำก็เพื่อจะบอกว่าจะขีดเส้นตรงไหน จีนโตมาด้วยสองยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หนึ่งคือ Infrastructure เมืองบางเมืองอย่างฉงชิ่ง เมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว สนามบินมี 5 เทอร์มินัล โตเป็นบ้าเลือดเลย ปักกิ่งตอนนี้ประชากร 20 กว่าล้านคน มี 3 เทอร์มินัลหลัก คือสร้างสุดๆ เป็น Infrastructure Strategy ลงทุนเพื่อให้คนมีงานทำ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจของจีนโต เส้นทางสายไหมที่ไปทั่วโลกก็เพื่อจะหล่อเลี้ยงธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะคอนโดมิเนียม ท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง ฯลฯ อันนี้คือการขยาย Infrastructure เพื่อรักษาอัตราเติบโตให้คงที่
อีกอันที่ทำคือเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่สิ่งนี้ที่เขาทำเราไม่เคยดู ไม่เคยเรียนรู้ว่าเขาทำอย่างไร เราไปเซินเจิ้นเยอะ แต่เราเคยดูหรือเปล่าว่าเขาสร้างเซินเจิ้นมาอย่างไร จากหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ มาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่กำหนดไปเลยว่าบริเวณไหนทำอะไร แล้วเขาวางแผนเพื่อสร้างคน สร้างให้คนจีนออกไปโต ไปเรียน ไปค้นคว้า ไปลอก เพื่อพัฒนายกระดับความรู้ เดี๋ยวนี้โทรศัพท์แทบทุกยี่ห้อในโลกประกอบที่เซินเจิ้น หัวเว่ยเดี๋ยวนี้เทียบเท่าไอโฟนได้แล้ว แพงกว่าด้วย กล้องดีกว่าด้วย
คือเขาไม่ได้ทำเพียงเศรษฐกิจพิเศษ เขาต้องการยกระดับคุณภาพคนของเขาขึ้น มันเป็นการแบ่งงานภายในว่าใครทำอะไร ทั้งประเทศไปซอยแยกมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นร้อย แต่ละแห่งพยายามยกระดับตัวเอง ยกระดับคุณภาพคน แต่อย่างเชียงของ เราทำอะไร กลายเป็น Logistics Hub ให้จีนมาขนของกลับไปจีน แล้วก็ขนลงมาไปมาเลเซีย ไปสิงคโปร์ แต่คนของเราไม่ได้ยกระดับอะไรเลย เขตเศรษฐกิจแม่สอดไปใช้แรงงานพม่า แต่ไม่ได้ดูเลยว่าจะทำอย่างไรให้ประชากรเรามีคุณภาพมากขึ้น
การศึกษาก็เหมือนกัน เอานโยบายรัฐมาทำวิจัย แทนที่จะพัฒนานโยบายจากงานวิจัย แต่ก็ต้องทำเพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่มีเงินมาทำวิจัย มันเป็นระบบที่ครอบกบาลเราสุดๆ เลย มันเป็น Survival ไม่งั้นเขาจะบอกว่ามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์มันไม่ตอบโจทย์เขา ทั้งที่งานวิจัยเรามันเอื้อเขาตลอดเลย เพียงแต่ว่ามันไม่สำเร็จรูปว่าต้องทำอย่างไร เพียงแต่ว่าเขาคิดซับซ้อนไม่เป็น เขาชอบความสำเร็จรูป แบบกินได้เลย

อย่าตำหนิ จงตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบ...

ถ้าไปดูประวัติศาสตร์ 30 ปีที่ผ่านมา อาเซียนเพิ่งรู้ตัวว่าพึ่งอเมริกาไม่ได้ 1997 นี่จีนช่วยเราเยอะมาก และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนเลยที่อาเซียนหันมาไว้ใจจีนมากขึ้น และตอนนั้นการค้าการลงทุนกระโดดเลย เพราะว่าได้จีนมาช่วยทั้งนั้น ในขณะที่ญี่ปุ่น อเมริกาไม่ได้ช่วยเรา มันเลยเป็นสิ่งที่เราต้องรู้เขา เราต้องทำวิจัย ต้องรู้ว่าเขามาทำไม อันนี้มันเป็นประโยชน์ ผมบอกนักศึกษาทุกวันว่าไปเรียนจีน คุณต้องสื่อสารกับเขาได้

เริ่มรู้จักเขาจากตรงไหนก็ได้ แค่อย่าหยุด ประวัติศาสตร์อันขื่นขม สู่ทุนนิยมอำพราง...

เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ต้องไม่ลืมว่าจีนมีความคับแค้นมาก ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา จีนถูกกระทืบมาตลอด ตั้งแต่สงครามฝิ่นกับอังกฤษปลายราชวงศ์ฉิน ที่หลอกตัวเอง แต่ถูกเขากระทืบมาตลอดแต่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยปรับตัว ใช้ระบบเดิม ฉะนั้นความอ่อนแอของประเทศที่มีอายุหลายพันปี มันเจ็บปวดนะ มันอ่อนแอถึงขนาดไม่มีกิน จีนตกอยู่ในสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดมาโดยตลอด เจอสงครามการเมือง สงครามปฏิวัติระหว่างทหารและชาวนา ทหารลูกน้องเจียง ไคเช็ก ชาวนาลูกน้องประธานเหมา จีนใช้คำว่าศตวรรษแห่งความอับอาย จีนจะสอนลูกหลานเลยว่าเราถูกทำลายมาตลอด คุณมีหน้าที่ต้องกอบกู้บ้านเมือง มีหน้าที่กู้ชาติ ทำให้ชาติเข้มแข็งมากขึ้น จะไปอยู่ไหนก็ไป แต่ต้องกลับมาช่วยชาติ อย่าทิ้ง มันเป็นพื้นฐานของชาตินิยมจีนที่ปลูกฝัง ถ้าคุณอายุสี่สิบห้าสิบยังไงก็ถูกสอนมาแบบนี้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ฮ่องกงขายไม่ได้ในจีน เพราะคนจีนจะมองว่าคนฮ่องกงไม่รักชาติ แต่คนฮ่องกงก็จะบอกว่ากูไม่ใช่จีน ซึ่งมันก็ถามต่อได้ว่าชาตินิยมจีนเวิร์กหรือเปล่า เราถึงต้องไปเรียนรู้จากเขา

เรื่องราวสร้างชาติ (นิยม)...

เราต้องรู้ว่าชาตินิยมมันจำเป็นสำหรับจีนตอนนี้เพราะคอมมิวนิสต์มันไม่เวิร์กอีกต่อไป แต่ก่อนจีนใช้คอมมิวนิสต์เป็นจุดเชื่อมกับโลก เป็นฝ่ายตรงข้ามกับทุนนิยม แต่ตอนนี้จีนมาสวมกอดทุนนิยม แม้จะไม่ยอมรับ บอกว่าเป็นสังคมนิยมอยู่ จะไปอ้างอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ต่างๆ มันไม่เวิร์ก มันถึงต้องไปขุดผีขงจื๊อมา แต่จริงๆ มันไม่ใช่อุดมการณ์อะไรหรอก สร้างเรื่องเล่าให้คนลืมไปว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เนื้อแท้จริงๆ นี่คือชาตินิยมที่บอกให้คนอย่าลืมชาติ เรานี่ ไม่เคยรู้ 6 ตุลาฯ 14 ตุลาฯ เพราะเราไม่เคยใช้ประวัติศาสตร์เป็นประโยชน์ในแง่นี้ ประวัติศาสตร์ของเราเอามาใช้เพื่อหลอกคนบางกลุ่ม แบ่งแยกกันเอง แต่จีนไม่ใช่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต่างใช้ประวัติศาสตร์แบบนี้ แต่เราไม่เคยเรียนรู้ ของเรามันใช้แค่บอกว่าถ้าคิดต่าง คุณไม่รักชาติ แต่ความเป็นชาติเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมมันไม่ถูกพูดถึง
สังคมไหนที่ยังไม่ให้ความสนใจกับความเท่าเทียม ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะมัวแต่ยึดติดกับผลประโยชน์ทางชนชั้น ใครเข้ามาเบียดเบียนผลประโยชน์ก็กระทืบลงไป
คนเราพอมันเจอกับการถูกกระทำทารุณ มันฝังอยู่ในเรื่องเล่าของคนจีน ตอนนี้คนจีนพูดอยู่สองอย่างคือเราเป็นอารยธรรมเก่าแก่ของโลก เรามีความต่อเนื่องยาวนานที่สุด ถ้าอียิปต์ กรีกยังอยู่ก็คงพอๆ กับจีน แต่ตอนนี้จีนเป็นชาติเดียวที่ยังเป็นชาติอารยธรรมที่ยังอยู่รอดได้ จีนสร้างสิ่งเหล่านี้แล้วมันใช้สร้างชาตินิยมเพื่อนำชาติไปสู่ความยิ่งใหญ่ ฉะนั้นมันเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ ถามว่าไทยมีแรงจูงใจแบบนี้ไหม ญี่ปุ่น เกาหลีมีนะ เขามีความภาคภูมิใจในตัวเองด้านบวกแง่ไหนบ้างที่ยังใช้ได้อยู่ นอกจากจะระลึกอดีตไปวันๆ ว่าเราไม่เคยเป็นอาณานิคมคนอื่น จริงหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่เคยเถียงกันอย่างที่สุด

อาณานิคมใหม่ ส่วนผสมจากชาตินิยม ทุนนิยม...

มันน่ากลัวแน่นอน แต่มันไม่น่ากลัวไปกว่าอาณานิคมตะวันตกหรอก ผมกลับไว้ใจอาณานิคมจีนมากกว่าถ้าจะเถียงกันในประเด็นนี้นะ เพราะว่าเมื่อดูประวัติศาสตร์แล้ว จีนโหดร้ายน้อยกว่า ไปดูตะวันตกนี่จับคนแอฟริกันมาเป็นทาส การกดขี่คนเป็นทาสนี่จีนไม่เคยทำ แต่วัฒนธรรมตะวันตกทำ การขูดรีด การยึดดินแดน จีนทำน้อยมาก สมัยก่อนฝรั่งมาบ้านเรา โปรตุเกสมาถึงยิงก่อนนะ ไปถามคนมะละกาเลย ไม่คุยก่อน ยิงเลย แล้วถามว่ายอมไหม นี่มันนักเลงนะใช้อำนาจแบบนี้

เรียนรู้เพื่อออกจากโลกวิกลจริต อคติที่ไร้ความรู้ และความคิด...

มันน่ากังวล แต่เราต้องเรียนรู้ ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่ในโลกความวิตกจริต เราต้องสร้างความรู้ ไม่ใช่สร้างความกลัว สิ่งนี้บ้านเราทำน้อยมาก โดยเฉพาะมุมมองจากคนตัวเล็กตัวน้อยไม่ค่อยมี ฉะนั้นเวลาเราทำวิจัยในแม่น้ำโขง มันถูกกระทืบกลายเป็นบ่อน้ำไปแล้ว ผมพูดมานานมากในแม่น้ำแห่งชีวิต ตั้งแต่เขื่อนแรกขึ้นมา พูดมาแล้วเป็นสิบกว่าปี แต่งานวิชาการมันทำได้แค่นี้ มันไม่สามารถตะโกนบอกว่ามันมาแล้วนะ ต้องจัดการนะ มันทำไม่ได้ เรามีพลังและข้อจำกัด เราทำได้แค่ที่เราทำได้ เราเหมือนกับเสียงตะโกนในถิ่นทุรกันดาร
ผมตำหนิตลอด ผมพูดเรื่องการใช้ที่ดิน จนเขาบอกว่าโกรธเขาทำไม อย่าโกรธเขาได้ไหม เมื่อปีที่แล้วธรรมศาสตร์จัดงานให้ผมเป็นสปีคเกอร์ สถานทูตจีนเป็นคนจ่ายเงิน เขาขอให้เอาชื่อผมออกได้ไหม ผมด่าจีนเยอะ แต่ผมด่าด้วยความรู้ ไม่พูดโดยไม่มีหลักฐาน อย่างเขื่อนนี่ถ้าไปอ่านผมด่าตลอดเลย
ผมคิดว่าคนไทยมีอคติกับจีนมากเกินไป แล้วอคติส่วนใหญ่มาจากอวิชชา ถ้าเป็นอคติจากพื้นฐานความรู้ผมไม่ว่าเลย นักวิชาการพยายามทำ แต่ก็ต้องบอกว่ามันเป็นการต่อสู้
ที่โดดเดี่ยวและไม่ค่อยได้ผล ปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือคนตัวเล็กตัวน้อยมันไม่มีสิทธิ์
ที่ผมพูดมาทั้งหมดมันคือการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณมองคนอื่นแล้วเห็นคนอื่นเท่าคุณไหม อันนี้เป็นสิ่งที่คนไทยต้องเรียนรู้และยอมรับ มองคนเป็นคนได้ไหม ถ้าไม่ได้ไปไม่รอดครับ ผมว่านี่เป็นทัศนะส่วนหนึ่งในรัฐบาล แต่ประชาชนเป็นอย่างไร ผมไม่แน่ใจ
สิ่งที่ผมเรียนรู้จากเขาคือการทำตัวเองให้เข้มแข็ง เมื่อไหร่ที่รัฐบาลอ่อนแอ ผมพนันได้เลยว่าชาวบ้านจะลุกฮือ

ปัญหาในงานพัฒนา...

ผมเรียนสาขามานุษยวิทยาและจิตวิทยา (Behavioral Science) จบมาไม่เคยใช้เลย งานวิจัยแรกทำเรื่องคนติดยาในสลัม เพราะ กทม. มาขอให้ทำช่วงเอดส์เริ่มระบาด ส่วนใหญ่มันก็มาจากคนติดยา อยู่ในสลัมจะเห็นเลยว่า คนที่อยู่ในสลัมคือถูกไล่ที่ พูดง่ายๆ คือวิจัยทั้งหมดมาจากปัญหาการพัฒนาทั้งสิ้น ผมไปทำงานทางภาคเหนือก็มีคนมาสะกิดว่าเอาเด็กไหม เด็กเพิ่งจบ ม.6 ตอนนั้นเงินเดือนผมสี่พัน ผมยังพูดเล่นๆ ว่าเงินเดือนผมยังไม่พอเลย เขาก็ลดให้ว่าสี่พันก็ได้ ผมนอนไม่หลับเลย ว่าชีวิตเด็กคนหนึ่งมันเงินเดือนผมเองหรือ มันเกิดอะไรกับประเทศนี้ จิตวิทยาผมไม่เคยใช้เลยหลังจากนั้น มาสนใจเรื่องการพัฒนามาตลอด มาสนใจป่า ที่ดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทั้งหมดคือปัญหาการพัฒนาทั้งสิ้น คำถามก็คือทำอย่างไรให้คนล่างๆ มีความเหลื่อมล้ำน้อยลง ให้ข้างบนเห็นหัวชาวบ้านบ้าง แล้วก็ล้มเหลวมาโดยตลอด ทำอะไรไม่ค่อยได้หรอก จนกระทั่งเรากลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากลำดับต้นๆ ตอนนี้
ความเปลี่ยนแปลงเดียวที่เห็นคือคนรวยรวยขึ้น สนใจเพื่อนร่วมชาติน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นว่าชาวบ้านเขาสู้มากขึ้น เขารวมกลุ่มกันมากขึ้น แต่ในบางสถานการณ์ พอชาวบ้านเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น มันก็จะเกิดแบบ ’49 การปฏิวัติรัฐประหาร เขาเห็นเราคิดได้ก็เริ่มจะตะครุบ เราจะเห็นวัฏจักรการใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด รอบหนึ่งมันจะประมาณนี้
เรามีความอ่อนแอหลายอย่างที่ฉุดรั้งเรา แล้วก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ มันน่าเศร้ามาก การศึกษาเรามันต่ำลงทุกวัน ทั้งที่งบประมาณมันมากขึ้น ผมอยู่มหาวิทยาลัย
ก็เห็นตลอดว่าความเป็นครูมันน้อยลง ผมเกษียณไม่ได้เพราะมันยังไม่แล้วใจ ภาษาเหนือมันแปลว่า ยังไม่พอใจ คนที่จะทำเรื่องจีนต่อก็ยังมองไม่เห็น เรื่องของทรัพยากร สมัยก่อน NGO ก็เข้มแข็งมาก เดี๋ยวนี้ก็ไม่แล้ว โรงเรียนก็ไม่ต้องพูดถึงเลย บ้านเรานี่ใครเก่งก็ดันสุดเลย ไม่เก่งก็ทิ้งเลย แบบนี้ใช้ไม่ได้ ระบบแพ้คัดนี่เราใช้มาตลอด แล้วเอาเงินเป็นตัวตั้ง ใครอยากเรียนดีก็ต้องจ่าย แต่ถ้าคนไม่มีตังค์ก็ได้แค่นั้น เรายังใช้ระบบกฎแห่งกรรมอยู่เลยในยุคสมัยนี้

ทางรอดของการพัฒนา ต้องมองไปให้เกินคุณค่าแลกเปลี่ยน...

ความหวังที่ทำให้ยังสอนอยู่คือสายตาของเด็กที่มันเรียนรู้ ปีหนึ่งก็จะเห็นสักสามสี่คู่ ก็พอจะทำให้อยู่ต่อไปได้ มันเลือกมาแล้วที่จะเป็นนักวิชาการ จะให้ไปทำอย่างอื่นก็ทำไม่เป็นแล้ว สมัยจบมาใหม่ๆ เคยมีคนชวนไปทำบริษัทโฆษณา เขาเสนอเงินเดือนให้แสนสอง เงินเดือนผมเพิ่งขึ้นจากสี่พันเป็นหกพัน แต่ก็หยิ่ง ไม่ไป เพราะว่างานมันไม่น่าตื่นเต้น หน้าที่ที่เขาต้องการให้ไปทำคือให้ไปต่างประเทศ ให้ไปคุยกับผู้ถือหุ้นว่าทำวิจัยมาดีแล้ว ว่าสินค้าชิ้นนี้ต้องทำตลาด แบบนี้เพื่อให้บริษัทแม่อนุมัติ แค่นี้ มีรถประจำตำแหน่งด้วย ถ้าไปคงเป็นเศรษฐีไปแล้ว แต่ผมจะไปเรียนรู้อะไร
มองแล้วก็อยากเขกกบาลตัวเอง แต่นี่เป็นหลักการเราไม่ให้เงินเป็นตัวกำหนด อันนี้คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันนี้เป็นผลจากเรียนมานุษยวิทยา ทุนนิยมใช้อยู่ตัวเดียวคือ Exchange Value แต่มนุษย์มีคุณค่าอีกหลายอย่าง มี Use Valueแต่เราไม่เคยสนใจเลย ธรรมชาติถ้าเรามองข้ามคุณค่าไปนี่พัง เราเลยเจอปัญหาสิ่งแวดล้อม เราไม่เคยมองว่าจะใช้อย่างไรให้ยั่งยืน มันเลยพัง อันนี้คือรากเลยที่เราจำเป็นต้องยึดให้ได้ ไม่อย่างนั้นความเป็นคนมันหายหมด แล้วเงินก็จะมาบงการทุกอย่าง หลักการพวกนี้เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยสนใจ แล้วทุนก็ทำให้หลักการพวกนี้หายหมด คุณค่ามันมีตั้งหลายอย่าง Exchange Value, Use Value, Symbolic Value ลูกผมวาดรูปผมยังเก็บไว้เลย มันเป็น Symbolic Value มันมีคุณค่าทางใจ ใครจ่ายผมก็ไม่ขาย แต่เดี๋ยวนี้คนขายหมด วิญญาณก็ขาย ถ้าไม่ระวัง คุณก็จะกลายเป็นผีที่ถูกระบบหลอกหลอนตลอด
สมัยก่อนธรรมชาติคือแม่น้ำ แม่คงคา แม่โพสพ แม่ธรณี เดี๋ยวนี้ข่มขืนแม่ตลอด ถ้าข่มขืนแม่ก็ไม่เหลืออะไรแล้วในชีวิต สมัยก่อนที่ดินคุณจะต้องเอาแรงไปลง ไปถางป่าถึงจะได้ที่มา นี่คือ Use Value รัฐบอกว่านี่คือที่ดินของรัฐ ที่ดินที่ยังไม่ออกเอกสารสิทธิ์คือของรัฐ ฟังเผินๆ มันก็โอเค แต่ถ้าดูจากหลักการความเป็นจริง นี่คือวิธีคิดที่ผิด คุณจะเป็นเจ้าของได้อย่างไรถ้าคุณไม่เคยดูแล แต่ถ้ากับชาวบ้าน คุณไปทำวิจัยกับชาวบ้าน เห็นต้นไม้สวยไปขอ ไม่มีทางได้ จะขอได้อย่างไร คุณไม่เคยดูแลเขา คุณไม่มีสิทธิ์ Mandate มันมาแบบนั้น มีแต่ Exchange Value แต่ Use Value หายหมด แล้วคุณก็เอาสิ่งนั้นไปเบียดเบียนชาวบ้าน กฎหมายกับจารีตเลยขัดกันตลอดเวลา เพราะคุณค่ามันขัดกัน

หมายเหตุ
ขอบคุณเรื่องและภาพจาก GM Live
เรื่อง : พชร สูงเด่น ภาพ : กฤษณะ วงค์คม












รูปเพิ่มเติม